วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความรู้เบื้องต้นสำหรับครู

บทที่ 1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นครู
นักศึกษาที่กำลังศึกษาวิชาชีพครู ผู้กำลังจะเข้าสู่วิชาชีพครู และผู้กำลังรับภาระหน้าที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูในปัจจุบัน หากมีความรู้ความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้และเพียงพอแล้ว ย่อมส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่การงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังบทร้อยกรองของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (http://7 nuttaraporn 11. Multiply.com/journal/item/11) ได้ประพันธ์เกี่ยวกับครูไว้อย่างไพเราะจับใจว่า
ใครคือครู ครูคือใครในวันนี้ ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล
ใช่อยู่ที่เรียกว่า ครูอาจารย์ ใช่อยู่นานสอนนานในโรงเรียน
ครูคือผู้นำทางความคิด ให้รู้ถูกรู้ผิด คิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์รู้ยากรู้พากเพียร ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้รู้สร้างงาน
ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ครูคือผู้สั่งสมอุดมการณ์ มีดวงมานเพื่อมวลชนใช่ตนเอง
ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ยิ่งใหญ่ สร้างคนจริงสร้างคนกล้าสร้างคนเก่ง
สร้างคนให้ได้เป็นตัวของตัวเอง ขอมอบเพลงนี้มาบูชาครู
จากบทประพันธ์ข้างต้น จะเห็นว่า ครูต้องเป็นคนที่มีทั้งความรู้และประพฤติดี และต้องพัฒนางาน พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายให้นักศึกษาครู ผู้กำลังจะเข้าสู่วิชาชีพครู และผู้ประกอบวิชาชีพครูได้เข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นครู ดังต่อไปนี้
1. องค์ประกอบของความเป็นครู
2. ความหมายของคำว่า “ครู”
3. ความหมายของคำว่า “อาจารย์”
4. ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ครู – อาจารย์”
5. ความหมายตามรูปแบบ
6. ความสำคัญของครู

1. องค์ประกอบของความเป็นครู
ภารกิจที่สำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพครู คือ การสอน การสอนเป็นกระบวนการเฉพาะตัว และมีความซับซ้อนที่ผสมผสานระหว่าง “ศาสตร์และศิลป์” กระบวนการบางอย่างต้องอาศัยองค์ประกอบทางจิตวิสัย (subjective factors) และบางส่วนต้องอาศัยข้อมูลทางวัตถุวิสัย (objective data) การใช้องค์ประกอบทางด้านจิตวิสัยหรือศิลปะ และข้อมูลทางวัตถุวิสัยหรือศาสตร์นั้นจะเห็นได้จากผู้เป็นครู อาจารย์ บางคนที่เข้าทำการสอนใหม่ๆ ซึ่งยังขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ ครูอาจารย์เหล่านั้นได้ใช้วิธีการบางอย่างที่เป็นไปตามหลักวิชาการ แต่ก็สามารถทำให้นักเรียนทุกคนในชั้นสามารถอ่านออกเขียนได้ นี่แสดงให้เห็นว่าครูได้นำศิลปะเฉพาะตัวมาใช้ในการสอน ขณะเดียวกัน ครูที่มีความรู้ในหลักวิชาการและเพียงพอก็จะนำหลักวิชาการมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การเป็นครูนั้น มิใช่เพียงแต่มีความรู้หลักวิชาการก็สามารถเป็นครูที่ดีได้ แต่จะต้องอาศัยแรงจูงใจด้านอื่นๆ มาประกอบมากมาย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ครูต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ประการ คือ
1.1 องค์ประกอบทางด้านความสามารถและบุคลิกภาพส่วนตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “องค์ประกอบทางจิตวิสัย”
1.2 องค์ประกอบทางด้านความรู้ในหลักวิชาการที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากสถาบันการศึกษา หรือจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ องค์ประกอบด้านนี้เรียกว่า “องค์ประกอบทางด้านวัตถุวิสัย”
นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่า ครูเป็นบุคคล “ไตรภาคี” คือ มาจากองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ความรู้ดี 2) ความประพฤติดี และ 3) มีคุณธรรม (เมตตากรุณา) หากขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่ง จะไม่สามารถเป็นครูที่ดีได้ องค์ประกอบ 3 ประการนี้ เป็นหลักความจริงที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีหน้าที่เป็นครู เพราะผู้ที่มีองค์ประกอบทั้งสามนี้ และพัฒนาถึงขั้นสูงสุด จะอยู่ในฐานะเป็นยอดครู หรือ บรมครู เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้รับการขนานนามว่า “บรมครู” เพราะพระองค์ทรงมี องค์ประกอบ 3 ประการที่พัฒนาถึงขั้นสูงสุด คือ ทรงมีพุทธคุณ 3 ประการคือ
1. พระปัญญาคุณ (ความรู้)
2. พระวิสุทธิคุณ (ความบริสุทธิ์ ความประพฤติดี)
3. พระกรุณาธิคุณ (ความสามารถ ทนไม่ได้ที่จะไม่ช่วยเหลือคนอื่น)
2. ความหมายของคำว่า “ครู”
ขอให้นักศึกษาทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่า “ทุกคนเกิดมาต้องมีครู” และ “ทุกคนต้องเป็นครู” ครูคนแรกของทุกคน คือ บิดา มารดา ในกรณีที่บุคคลใดเกิดมาแล้วไม่ได้พบหน้าบิดา มารดา ก็ให้ถือว่า ผู้อุปการะเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดนั้นเป็นครูคนแรกของตน ส่วนที่กล่าวว่า “ทุกคนต้องเป็นครู” นั้น เพราะทุกคนสามารถสอนตนเองได้ทุกขณะที่มีสติสัมปชัญญะ เช่น เตือนให้ตัวเองระมัดระวังขณะเดินทางไปทำงานหรือไปศึกษาเล่าเรียน เตือนให้ตนเองรู้จักประหยัดในการใช้จ่ายเงิน หรือการให้คำแนะนำบุคคลอื่นในการกระทำบางสิ่งบางอย่าง เป็นต้น เมื่อนักศึกษาเข้าใจแล้วว่า “ทุกคนเกิดมาต้องมีครู และทุกคนต้องเป็นครู” ดังนั้นต่อจากนี้ไปผู้เขียนจะได้อธิบายความหมายของคำว่า “ครู” เป็นพื้นฐานเพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นของผู้ประกอบวิชาชีพครูและผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วิชาชีพครูในโอกาสต่อไป
นักวิชาการ นักการศึกษา พระภิกษุสงฆ์ที่ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งหน่วยราชการต่างๆ ได้ให้ความหมายของคำว่า “ครู” ไว้อย่างหลากหลาย ดังเช่น
2.1 ความหมายของครูตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายว่า คำว่า “ครู” นั้นมาจากรากศัพท์ ในภาษาบาลีว่า “คุรุ” ในความหมายที่เป็นคำนาม แปลว่า “ผู้สั่งสอนศิษย์หรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์” ส่วนในความหมายที่เป็นคำวิเศษณ์ในภาษาบาลี แปลว่า หนัก สูง ส่วนในภาษาสันสกฤต แปลว่า ใหญ่ หรือหนัก (ราชบัณฑิตยสถาน. 2546 : 225)
2.2 ความหมายดั้งเดิมของครู
พระธรรมโกศาจารย์หรือพุทธทาสภิกขุได้อธิบายความหมายของ “ครู” ไว้ว่า ในสมัยโบราณ คำว่า “ครู” เป็นคำที่สูงมาก “ครูเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ” และนำวิญญาณไปสู่คุณธรรมชั้นสูง เป็นเรื่องทางจิตใจโดยเฉพาะ ครูเป็นผู้ควรเคารพหรือมีความหนักที่เป็นหนี้อยู่เหนือศีรษะ เป็นเจ้าหนี้ที่อยู่เหนือศีรษะคนทุกคน (พุทธทาสภิกขุ.2529 : 92) จากความหมายนี้จึงพอสรุป
ได้ว่า คำว่าครูนั้นคือ “ผู้เปิดประตูทางวิญญาณของศิษย์เพื่อนำศิษย์ไปสู่คุณธรรมชั้นสูง” คำว่า “วิญญาณ” ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกนึกคิดนั่นเอง
2.3 ความหมายของครูจาก Diction of Education
ในหนังสือ Dictionary of Education ของกู๊ด (Good. 1973 : 586) ได้ให้ความหมายของครูไว้หลายนัยด้วยกัน ดังนี้
2.3.1 ครู คือ บุคคลที่ทางราชการจ้างไว้เพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำ หรืออำนวยการในการจัดประสบการณ์การเรียนสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษา ในสถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน
2.3.2 ครู คือ บุคคลที่มีประสบการณ์หรือมีการศึกษามากหรือดีเป็นพิเศษ หรือมีทั้งประสบการณ์และการศึกษาดีเป็นพิเศษในสาขาวิชาหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้บุคคลอื่นๆ เกิดความเจริญงอกงามและพัฒนาก้าวหน้าได้
2.3.3 ครู คือ บุคคลที่สำเร็จหลักสูตรวิชาชีพจากสถาบันฝึกหัดครู และการฝึกอบรมนั้นได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ โดยการมอบประกาศนียบัตรทางการสอนให้แก่บุคคลนั้น
2.3.4 ครู คือ บุคคลที่สั่งสอนอบรมคนอื่นๆ
2.4 ความหมายของคำว่าครูตามทัศนะของบุคคลอื่นๆ
เปลื้อง ณ นคร (2516 : 89) ให้ความหมายของคำว่า “ครู” ไว้ดังนี้
1. ผู้มีความหนักแน่น
2. ผู้ควรแก่การเคารพของศิษย์
3. ผู้สั่งสอน
สอดคล้องกับความเห็นของมานิต มานิตเจริญ (2519 : 195) ที่ให้ความหมายของ คำว่า “ครู” ไว้ดังนี้
1. ผู้สั่งสอนศิษย์
2. ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์
3. เครื่องเตือนใจ เช่น ผิดเป็นครู
พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ (2524 : 46-47, 49-50) ให้ความหมายของ “ครู” ไว้ในหนังสือ “มงคลชีวิต” ว่า คำว่า “ครุ” หรือ “ครู” นี้ ซึ่งแผลงไปเป็น “คารวะ” แต่เดิมแปลว่า หนัก ก็จริง แต่
ความหมายไม่ค่อยสู้ดีนัก ถึงจะแปลให้ตรงความหมายจะต้องแปลว่า “ตระหนัก” เพราะคำว่า “หนัก” เฉยๆ มันชวนให้โยนทิ้ง ส่วนคำว่า “ตระหนัก” หมายถึง การเอาใจจดจ่อหรือใส่ใจชวนให้เดินเข้าหา ชวนให้รับไว้ ... ความตระหนัก ซึ่งเป็นความหมายของ “คารวะ” นั้น หมายถึง ตระหนักในความดีอันมีอยู่ในตัวคนอื่นและในสิ่งอื่น คุณความดีที่มีอยู่ในตัวคนใดหรือในสิ่งใดก็ตาม ถ้าเราไปใส่ใจสนใจ ปลงใจในคนนั้นสิ่งนั้น เรียกว่า ตระหนักในความดี ความตระหนักในความพอดี นี้แหละที่เป็นเนื้อแท้ของคารวธรรมหรือความเคารพ
จากความหมายของคำว่า “ครู” ตามทัศนะนี้ทำให้พอสรุปความได้ดังนี้
1. คำว่า “ครู” ที่แปลว่า “หนัก” นั้น หมายถึง คนที่มาเป็นครูนั้นจะต้องผ่านการศึกษาเล่าเรียนมาอย่างหนัก เมื่อต้องสอนนักเรียนก็ต้องรับภาระอันหนัก กล่าวคือ ต้องหนักทั้งกายและหนักทั้งจิตใจ หนักทางกาย หมายความว่า ต้องศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ มาสอนศิษย์ให้มีความรู้ทันโลกทันเหตุการณ์ในขณะที่สอนศิษย์ก็ต้องคอยตรวจสอบประเมินผลการเรียนการสอนเพื่อให้ศิษย์เกิดความเจริญงอกงามอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่กล่าวว่าหนักทั้งจิตใจด้วยนั้น หมายความว่า ผู้ที่มีวิญญาณความเป็นครูจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ในความทุกข์สุขของศิษย์อยู่ตลอดเวลายามใดศิษย์ของตนต้องเจ็บป่วยหรือได้รับความเดือดร้อนใดๆ ผู้เป็นครูก็พลอยทุกข์ใจหนักใจไปด้วย อย่างนี้เป็นต้น
2. คำว่า “ครู” ที่แปลว่า “ตระหนัก” นั้นหมายถึง การตระหนักในคุณงามความดีของครูที่ได้สั่งสมไว้ ผู้ที่เป็นศิษย์ทุกคนควรน้อมกายน้อมใจเข้าไปแสดงความเคารพหรือศึกษาเล่าเรียนด้วยความเคารพ เป็นต้น
2.5 ความหมายของครูตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545
ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 นิยามความหมายของคำว่าครูไว้ว่า “ครู” หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
ตามกฎหมายนี้ ครูมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ (1) ทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอน และส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ (2) ทำการสอนในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน (3) เป็นบุคลากรวิชาชีพ
เพื่อให้นักศึกษาได้เกิดความเข้าใจในความหมายของคำว่า “ครู” ยิ่งขึ้น จึงขอสรุปความหมายของคำว่า “ครู” เฉพาะประเด็นสำคัญๆ ไว้ดังนี้
1. คำว่า “ครู” มาจากรากศัพท์เดิมในภาษาบาลีว่า “ครุ – คุรุ” หรือจากภาษาสันสกฤตว่า “คุรุ” ซึ่งเป็นรากศัพท์เดิมของคำว่า “คารวะ” แผลงไปเป็น “เคารพ”
2. การคารวะหรือเคารพ หมายถึง การตระหนัก ซึ่งหมายถึงการเอาใจจดจ่อในความดีอันมีอยู่ในตัวคนหรือสิ่งของ ครูเป็นผู้ตระหนักโดยใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญในสิ่งที่ดี – ชั่ว ถูก – ผิด ควร – มิควร และเป็นบุคคลที่ศิษย์ควรตระหนัก
3. คำว่า “ครู” ในสมัยโบราณ หมายถึง เป็นผู้นำทางหรือเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณของศิษย์เพื่อนำศิษย์ไปสู่คุณธรรมชั้นสูง และมักใช้กับผู้สอนที่เป็นคฤหัสถ์หรือบุคคลทั่วไป
4. ปัจจุบัน ครู หมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพอย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่สอนคน คือ เป็นผู้สั่งสอนศิษย์หรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ และจะใช้กับผู้ที่ทำการสอนในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนระดับต่ำกว่าปริญญา
ความหมายของคำว่า “ครู” ตามที่ผู้เขียนได้นำมาเสนออย่างหลากหลายข้างต้นนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่กำลังศึกษาวิชาชีพครู และผู้ที่ประกอบวิชาชีพครูทุกคนได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของความเป็นครู ทั้งนี้เพราะผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ถนนของวิชาชีพครูในโอกาสต่อไปนั้น ถ้าหากมีความเข้าใจในตนเองอย่างถ่องแท้แล้วจะช่วยทำให้ตนเองศึกษาเล่าเรียนและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในโอกาสต่อไปในขณะเดียวกันผู้ที่กำลังปฏิบัติภารกิจในวิชาชีพครูอยู่ก็จะได้ตระหนักในภารกิจของงานของความเป็นครูอยู่เสมอ
3. ความหมายของคำว่า “อาจารย์”
ปัจจุบัน คำว่า “ครู” กับ “อาจารย์” มักจะใช้ปะปนหรือควบคู่กันเสมอจนบางครั้งดูเหมือนจะมีความหมายเป็นคำคำเดียวกัน แต่ตามความเป็นจริงแล้วรากศัพท์เดิมของคำทั้งสองนี้แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาความหมายดั้งเดิมของคำทั้งสองแล้วยิ่งมีความแตกต่างกันมากขึ้น นอกจากนี้ในทางกฎหมายก็ยังได้กำหนดความหมายของครูและอาจารย์ในลักษณะที่แตกต่างกันด้วย
อย่างไรก็ตาม นักการศึกษา นักวิชาการ หน่วยงานทางการศึกษา รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ได้อธิบายความหมายของคำว่า “อาจารย์” ไว้อย่างหลากหลาย ดังเช่น
3.1 ความหมายดั้งเดิมของอาจารย์
รากศัพท์เดิมของคำว่า “อาจารย์” มาจากภาษาบาลีว่า “อาจารฺย” และภาษาสันสกฤตว่า “อาจาริย” พระธรรมโกศาจารย์หรือพุทธทาสภิกขุ (2529 : 93) อธิบายว่า ความหมายดั้งเดิมของอาจารย์ หมายถึง ผู้ฝึกมารยาทหรือควบคุมให้อยู่ในระเบียบวินัยเป็นผู้รักษาระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ อาจารย์เป็นผู้วาง เป็นผู้ดูแลให้อยู่ในระเบียบ
3.2 ความหมายตามพจนานุกรม
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (ราชบัณฑิตยสถาน. 2546 : 1,361) อธิบายว่า อาจารย์ คือ ผู้สั่งสอนวิชาความรู้ ใช้เรียกนำหน้าชื่อบุคคลเพื่อแสดงความยกย่องว่ามีความรู้ในทางใดทางหนึ่ง
ส่วนใน Webster’s Third New International Dictionary (Gove. 1965 : 1,172) และในหนังสือ Dictionary of Education (Good. 1973 : 307) ให้ความหมายของคำว่า “อาจารย์” (instructor) ไว้ตรงกันคือ เป็นผู้สอนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่มีตำแหน่งต่ำกว่าระดับศาสตราจารย์ และเป็นผู้สอนที่ต้องรับผิดชอบต่อการสอนนักศึกษาให้เกิดความก้าวหน้าตามจุดประสงค์เฉพาะของการศึกษาที่กำหนดไว้
3.3 ความหมายโดยทั่วไปของอาจารย์
ปัจจุบันคำว่า “อาจารย์” หมายถึง ฐานะชั้นสูงหรือชั้นหนึ่งของผู้ที่เป็นครู (พุทธทาสภิกขุ. 2524 : 93) ส่วนพระพรหมคุณาภรณ์สมัยเมื่อยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2538ก) อธิบายคำว่า “อาจารย์” ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลผล ไว้ดังนี้
1. ผู้ประพฤติอันเกื้อกูลแก่ศิษย์
2. ผู้ที่ศิษย์พึงปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อ
3. ผู้สั่งสอนวิชาและอบอมดูแลความประพฤติ
นอกจากนี้ กวี อิศริวรรณ (2529 : 56 - 59) อธิบายความหมายและที่มาของคำว่า “อาจารย์” สรุปความได้ว่า ชาวอินเดียเรียกหัวหน้านักบวชในศาสนาพราหมณ์ว่า “อาจาระ” คำว่า “อาจารย์” หมายถึง ผู้ที่สามารถจัดทำคำสอนให้ผู้ประสงค์จะบรรพชาหรือสามารถท่องจำพระสูตร
พระคาถา หรือสามารถจัดทำพิธีกรรมในพระอุโบสถได้ ส่วนในญี่ปุ่นจะเรียกพระสงฆ์ระดับพระเถระผู้ใหญ่ว่า “อาจารย์”
คำว่า “อาจารย์” นอกจากจะปรากฏอยู่ในภาษาไทยแล้ว ยังปรากฏอยู่ในภาษาอื่น ๆ อีก เช่น
ภาษาละติน archa (อาร์ชา) แปลว่า แม่พิมพ์
ภาษากรีก archos (อาร์โชส์) แปลว่า ตัวอย่างในแบบแม่พิมพ์
ภาษาญี่ปุ่น artos (อาร์โตส์) แปลว่า หัวหน้าพระในนิกายเซน
ภาษาฮินดี arjarye (อาร์จารยี) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาพราหมณ์
ภาษาสันสกฤต arjariya (อาจารริยะ) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาพุทธ
ภาษาบาลี arjara (อาจาระ) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาพุทธ
ภาษาทิเบต lamahojan (ลามะโฮจาน) แปลว่า หัวหน้าพระในนิกายมหายาน
ภาษาอิหร่าน ayah (อาย่าห์) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาอิสลาม
3.4 ความหมายของอาจารย์ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545
ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติกาศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ไม่ได้กำหนดคำว่า “อาจารย์” ไว้ แต่จะใช้คำว่า “คณาจารย์” แทน และให้ความหมายไว้ว่า “คณาจารย์ หมายความว่า บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอนและวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐและเอกชน”
3.5 อาจารย์ 5 ประเภท ในทางพระพุทธศาสนา
ในทางพระพุทธศาสนาได้จำแนกอาจารย์ออกเป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้
3.5.1 บรรพชาจารย์ – อาจารย์ในบรรพชา คือ ท่านที่ทำหน้าที่ให้สิกขาบทในการบรรพชา (บวชเณร)
3.5.2 อุปสัมปทาจารย์ – อาจารย์ในอุปสมบท คือ ท่านผู้สวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรม
3.5.3 นิสสยาจารย์ – อาจารย์ผู้ให้นิสัย คือ ท่านที่ตนไปขอถือนิสัยในอันเตวาสิก คือ ยอมตนเป็นศิษย์ในปกครอง
3.5.4 อุเทศาจารย์หรือธรรมาจารย์ – อาจารย์ผู้ให้อุเทศหรือสอนธรรม คือ ท่านที่สั่งสอนให้วิชาความรู้ โดยหลักวิชาก็ดี เป็นที่ปรึกษาค้นคว้าก็ดี
3.5.5 โอวาทาจารย์ – อาจารย์ผู้ให้โอวาท คือ ท่านที่ทำหน้าที่อบรมตักเตือนแนะนำเป็นครั้งคราว
จากที่กล่าวมานี้สามารถสรุปคำเกี่ยวกับความหมายของ “อาจารย์” ได้ดังต่อไปนี้
1. คำว่า “อาจารย์” เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี – สันสกฤต ว่า “อาจารฺย, อาจาริย” และในภาษาอังกฤษใช้ “Instructor”
2. เดิมใช้เรียกพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นหัวหน้าพระ หรือ พระที่ทำหน้าที่สอนนักธรรม หรือ เปรียญธรรมแก่พระภิกษุสามเณร
3. ความหมายดั้งเดิมของอาจารย์ หมายถึง ผู้ฝึกอบรมมารยาท หรือเป็นผู้ควบคุมให้อยู่ในระเบียบวินัย เป็นผู้ดูแลรักษากฎเกณฑ์ต่างๆ
4. ความหมายในปัจจุบันสรุปได้ดังนี้
4.1 ผู้สอนวิชาความรู้และอบรมดูแลความประพฤติของศิษย์ เป็นผู้ที่มีความเอื้ออาทรแก่ศิษย์ และศิษย์พึงประพฤติด้วยความเอื้อเฟื้อ
4.2 ผู้สอนในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมีสถานภาพสูงกว่าตำแหน่ง “ครู” แต่ต่ำกว่าผู้สอนในระดับศาสตราจารย์
4.3 ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ไม่มีคำว่า “อาจารย์” แต่ใช้คำว่า “คณาจารย์” ซึ่งหมายถึงอาจารย์ของหมู่คณะหรือคณะอาจารย์
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้ที่ทำหน้าที่ทางการสอนไม่ว่าจะมีคุณวุฒิระดับใดหรือทำการสอนในระดับไหนสังคมมักนิยมเรียกนำหน้านามว่า “อาจารย์” เหมือนกันหมด ซึ่งความจริงก็มิได้เป็นการเสียหายแต่ประการใด ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีเพื่อความเสมอเหมือนกัน ของบุคคลที่ประกอบวิชาชีพเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดความสำคัญหรือคุณค่าของความเป็นครูหรืออาจารย์นั้นมิใช่อยู่ที่จะเรียกว่าอย่างไร แต่อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด
4. ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ครู – อาจารย์”
คำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่า “ครู-อาจารย์” มีหลายคำดังต่อไปนี้
4.1 อุปัชฌาย์
ผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ หมายถึง อาจารย์ผู้รับประกันผู้บวชใหม่ว่าจะรับประกันต่อสงฆ์ว่า จะดูแลพระภิกษุรูปนี้ไม่ให้กระทำผิด ให้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของหมู่สงฆ์ได้ ส่วนในสมัยโบราณ หมายถึง ผู้สอนวิชาชีพ เช่น สอนดีดพิณ เป็นต้น (พุทธทาสภิกขุ. 2529 : 93) ปัจจุบัน หมายถึง พระเถระผู้เป็นประธานการบวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนานั่นเอง
4.2 ทิศาปาโมกข์
ทิศาปาโมกข์ หมายถึง อาจารย์ผู้มีความรู้และชื่อเสียงโด่งดังในสมัยโบราณ ผู้มีอันจะกินจะต้องส่งบุตรหลานของตนไปสู่สำนักทิศาปาโมกข์ เพื่อให้เรียนวิชาชีพ หรือวิชาชั้นสูงในสาขาต่างๆ เพื่อกลับไปรับหน้าที่การงานที่สำคัญๆ
4.3 บุพพาจารย์ บุรพาจารย์ หรือบูรพาจารย์ คือ อาจารย์เบื้องต้น ซึ่งหมายถึง บิดา มารดา ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกของบุตรธิดา
4.4 ปรมาจารย์ คือ อาจารย์ผู้เป็นเอกหรือยอดเยี่ยมในทางวิชาใดวิชาหนึ่งจนยากที่จะหาผู้ใดมีความรู้ความสามารถเสมอเหมือนได้
4.5 ปาจารย์ หมายถึง อาจารย์ของอาจารย์
4.6 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Associated Professor) ใช้อักษรย่อว่า “ผศ.” (Asst. Prof.) เป็นตำแหน่งทางวิชาการสำหรับผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่สอนสูงกว่าอาจารย์ แต่ต่ำกว่าตำแหน่งรองศาสตราจารย์และศาสตราจารย์
4.7 รองศาสตราจารย์ (Associated Professor) ใช้อักษรย่อว่า “รศ.” (Assoc. Prot.) เป็นตำแหน่งทางวิชาการ สำหรับผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาชาวิชาที่สอนสูงกว่าตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ แต่ต่ำกว่าตำแหน่งศาสตราจารย์
4.8 ศาสตราจารย์ (Protessor) ใช้อักษรย่อว่า “ศ.” (Prot.) เป็นตำแหน่งทางวิชาการสำหรับผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ความชำนาญอย่างยอดเยี่ยมในสาขาวิชาที่สอนสูงกว่าตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดทางวิชาการ
5. ความหมายตามรูปแบบ
ความหมายของครูดังกล่าวข้างต้น เป็นความหมายตามเนื้อความหรือเนื้อแท้ของครู กล่าวคือ ผู้ที่เป็นครูควรมีภาวะดังกล่าวอันได้แก่ ความรู้ ความประพฤติ และคุณธรรม ไม่ว่าครูนั้นจะอยู่ ณ ที่ใด หน่วยงานไหนก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยังมีความหมายของครูอีกอย่างหนึ่งที่กำหนดโดยกฎหมาย ให้เป็นรูปแบบ แบ่งเป็นชั้นหรือระดับ สูงต่ำแตกต่างกันและอาจเกิดสิ่งที่เรียกว่าเกียรติ หรือศักดิ์ศรีแทรกซ้อนอยู่ในรูปแบบนั้นด้วย ซึ่งบางทีอาจปิดกั้นไม่ให้มองเห็นความหมายตามเนื้อแท้ก็ได้ ความหมายของครูโดยกฎหมายนี้อาจเรียกว่า “ความหมายของ ครูตามรูปแบบ” แต่เป็นความหมายไม่แน่นอนตลอดไป อาจมีการเปลี่ยนไปได้ เมื่อใดกฎหมายกำหนดขึ้นมาใหม่ ก็อาจจะเปลี่ยนไปใหม่ได้ตามรูปแบบนั้นๆ
ความหมายของครูตามรูปแบบนั้นจะเห็นได้จากกฎหมายบางฉบับ เช่น พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. 2523 กำหนดรูปแบบของครูโดยเรียกว่า “ข้าราชการครู” ซึ่งมี 3 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มที่ทำหน้าที่เป็นผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา
2. กลุ่มที่มีหน้าที่บริหารและให้การศึกษาในหน่วยงานทางการศึกษา
3. กลุ่มที่มีหน้าที่เกี่ยวกับให้การศึกษาที่ไม่สังกัดโรงเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ เฉพาะกลุ่มที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่สอนเป็นหลัก มีการแบ่งตำแหน่งเป็นระดับต่างๆ จากล่างไปสูง คือ
- ครู 1
- ครู 2
- อาจารย์ 1
- อาจารย์ 2
- อาจารย์ 3
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์
- รองศาสตราจารย์
- ศาสตราจารย์
บางตำแหน่งก็กำหนดให้มีได้เฉพาะในบางหน่วยงาน คือ ตั้งแต่ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ถึงศาสตราจารย์ จะมีได้เฉพาะหน่วยงานที่มีการสอนถึงระดับปริญญาตรีเท่านั้น
สำหรับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ได้กำหนดตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามี 3 ประเภท และให้มีตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นตำแหน่งที่มีวิทยฐานะ ซึ่งผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างเฉพาะตำแหน่ง ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา ได้แก่ตำแหน่งต่อไปนี้
1. ครูผู้ช่วย
2. ครู
3. อาจารย์
4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์
5. รองศาสตราจารย์
6. ศาสตราจารย์
ตำแหน่งที่ 1 และ 2 จะมีในหน่วยงานการศึกษาใดก็ได้ ส่วนตำแหน่งใน 3 – 6 ให้มีในหน่วยงานการศึกษาที่สอนระดับปริญญา และตำแหน่งครูมีวิทยฐานะ มีดังต่อไปนี้
1. ครูชำนาญการ
2. ครูชำนาญการพิเศษ
3. ครูเชี่ยวชาญ
4. ครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ความหมายของครูตามรูปแบบอาจมีส่วนกระทบในทางลบต่อความหมายของครูตามเนื้อแท้ก็ได้ และคำว่า “ครู” อาจจะค่อยๆ เลือนหายไปจากความสนใจของสังคม โดยอาจถูกมองว่า ไม่เหมาะสมกับยุคสมัย เช่นที่เรียกว่า “ครู” ก็เรียกว่า “อาจารย์” หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือคำอื่นๆ อาจจะเป็นใครก็ได้ที่สามารถทำหน้าที่สอนได้ จนที่สุดแม้แต่เครื่องเทคโนโลยีก็อาจเป็นครูได้ เพราะสามารถทำหน้าที่สอนให้เกิดความรู้ได้ ดังนั้นองค์ประกอบแห่งความเป็นครูที่กล่าวข้างต้น คือ ความรู้ ความประพฤติและคุณธรรม อาจเหลือเฉพาะองค์ประกอบเดียวคือ ความรู้เท่านั้น
6. ความสำคัญของครู
ในชีวิตของคนเราถือว่า บิดามารดา เป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะท่านเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก ให้ความเมตตา มีความห่วงใย และเสียสละเพื่อลูก นอกจาก บิดามารดา แล้วก็มีครูเป็น ผู้มีพระคุณคล้าย บิดามารดา คือ เป็นผู้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน นับได้ว่า ครูเป็นผู้เสียสละที่ไม่แพ้บุพการี
ครูจึงนับเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการให้การศึกษาเรียนรู้ ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ ตลอดเป็นผู้มีความเสียสละ ดูแลเอาใจใส่ สั่งสอนอบรมให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา อันเป็นหนทางแห่งการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง รวมทั้งนำพาสังคมประเทศชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ฉะนั้นวันที่ 6 ตุลาคม จึงได้เป็นวันครูสากล เพื่อคนที่เป็นครูทั่วโลกที่เสียสละนำพาเราทุกๆ คน ไปถึงฝั่งฝันนั่นเอง
สำหรับประเทศไทย วันครู ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า คุรุสภา เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครู และครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้ และความสามัคคีของครู
ทุกปีคุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูทั่วประเทศ แถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภา โดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา
พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป.พิบูล สงคราม นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า
“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า วันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพสักการะในวันสงกรานต์เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือ ครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”
จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครู เพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็น ผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีธรรมระหว่างครู และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว
งานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญ คือ หนังประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ
ครูในฐานะที่เป็นวิชาชีพและปูชนียบุคคลของสังคมนั้น ครูมีความสำคัญต่อสังคมมากมาย ตั้งแต่เยาวชนอันเป็นสมาชิกใหม่ของสังคมจนถึงประเทศชาติโดยรวม ในสังคมยุคปัจจุบัน มีความซับซ้อนและสับสนมากขึ้น ปัญหาสังคมก็ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วย ปัญหาที่ไม่เคยมีในอดีตก็มีแปลกขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ปัญหาสิ่งเสพติดชนิดใหม่ ๆ ปัญหาการแสดงออกทางเพศของผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เป็นต้น ครูต้องเป็นผู้เยียวยาสังคม เป็นผู้มีความสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาสังคมในทุกระดับด้วย นอกจากเป็นผู้สร้างและผู้เยียวยาสังคมแล้ว ความสำคัญของครูต่อสังคมมากที่สุดอีกประการก็คือ การป้องกันความเสื่อมโทรมของสังคม และประเทศชาตินั่นเอง
6.1 ความสำคัญของครูในอดีต
ในอดีตนับตั้งแต่มนุษย์เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากชาวป่าเป็นชุมชน กสิกรรมอันเรียกได้ว่าเป็นอารยธรรมหรือมีความศิวิไลซ์ (civilization) การกสิกรรมทำให้แต่ละเผ่าจำเป็นต้องแย่งที่ดินที่อุดมสมบูรณ์สำหรับทำกสิกรรม จึงเกิดเป็นระบบกษัตริย์ขึ้นเพื่อปกครอง คุ้มครอง และดูแลการเกษตรของแต่ละเผ่า โดยปกติวิสัยในการบริหารอาณาจักร ซึ่งมีราชสำนักและพระมหากษัตริย์ในแต่ละชนชั้นนั้น ทุกราชอาณาจักรทั่วโลกต้องมีผู้รู้เป็นที่ปรึกษากิจกรรมนานาประการของกษัตริย์ ผู้รู้ทางด้านวิทยาการและพิธีการต่าง ๆ นั่นก็คือ ราชครูหรือปุโรหิต สำหรับผู้เชี่ยวชาญวิทยาการบางคนที่ไม่ได้ถวายตัวเข้าสู่ราชสำนักก็มักจะตั้งสำนักเพื่อถ่ายทอดวิทยาการแก่กุลบุตรทั่ว ๆ ไป ชนชั้นปกครองและชนชั้นสูงในสังคมก็ส่งบุตรหลานไปเล่าเรียน เพื่อกลับไปดูแลมรดกของบิดามารดาต่อไป ดังที่เรียกกันว่าส่งบุตรหลานไปสู่สำนักทิศาปาโมกข์ ครูในฐานะผู้รอบรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรมลักษณะนี้มีในทุกสังคมทั่วโลกในอดีตกาล
ในวงการครูตะวันตกก็เช่นกัน ในยุคสมัยบุกเบิกอเมริกาในศตวรรษที่ 18 เมื่อชาวยุโรปอพยพไปตั้งถิ่นฐาน สร้างสังคมเกษตรกรรมในประเทศที่เรียกว่าสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันสังคมเกษตรกรรมขับไล่สังคมชาวป่าของพวกอินเดียแดงทั่วไปทวีปอเมริกา ตั้งแต่ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจรดฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ชุมชนใหม่ดังกล่าวจำเป็นต้องพึ่งพาสินค้า เครื่องอุปโภค และบริโภคหลายอย่างจากประเทศแม่ ดังในปี ค.ศ. 1776 หนังสือพิมพ์ The Maryland Journal รายงานข่าวว่า เรือสินค้าจากกรุงเบลฟาร์ส และเมืองครอสเข้าเทียบท่าที่เมืองบัลติมอร์ โดยมีสินค้าพืชไร่ของชาวไอร์ริช เนื้อวัว เนื้อหมู มั่นฝรั่ง และครูผู้ชาย (schoolmasters) หลายคน (Fiske. 1989 : B 6 อ้างถึงใน Farber. 1999 : 191 – 192) ครูที่ชุมชนผู้อพยพตั้งถิ่นฐานสั่งนำเข้าในสมัยแรก ส่วนใหญ่เป็นชายไอร์ริช แบรรี ฟาร์เบอร์ บรรยายความสำคัญของครุยุคแรก ๆ ในประวัติศาสตร์อเมริกาว่าครูถูกมองในเรื่องคุณธรรมส่วนบุคคลเป็นเกณฑ์ในการที่จะยอมรับให้เป็นผู้สอน ครูยุคนั้นต้องทำงานทุกอย่างในโรงเรียนตั้งแต่ทำความสะอาดห้องเรียน ดูแลบริเวณโรงเรียน ตักถ่านหิน ตีระฆังสัญญาณ ช่วยเผยแผ่ศาสนา สอนคำสอนในศาสนา ช่วยงานธุรการของชุมชน แม้กระทั่งช่วยขุดหลุมศพ รายได้ของครูพอ ๆ กับค่าแรงงานเกษตรกรในไร่นา หลายชุมชนลดปัญหาค่าจ้างครูโดยส่งครูไปอาศัยกับครอบครัวในชุมชนสัปดาห์ละครอบครัวหมุนเวียนกันไปทีละครอบครัว ครูในยุคอาณานิคมเป็นปูชนียบุคคลของสังคม (These teachers were valued members of their local communities.) อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและสังคมตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาการทำให้ครูต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทตามไปด้วย สังคมมีความ
ซับซ้อนมากขึ้น ระบบชนชั้น หรือการจัดช่วงชั้นทางสังคมเปลี่ยนไป ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ล้วนมีผลทำให้สรรพสิ่งในสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ในสังคมไทยในอดีตก็เช่นกัน ครูคือบุคคลผู้มีความสามารถหรือรอบรู้ในวิชาอาชีพ หรือวิทยาการนั้น ๆ จนมีความเก่งกล้า สามารถยกระดับขึ้นเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในวิทยาการ นั้น ๆ แก่บุตรหลานหรือสานุศิษย์ผู้มาฝากตัวได้ ครูจึงได้รับการยกย่องและนับถือจากสังคมมาก เพราะผู้เป็นครูนอกจากจะต้องทำมาหากินในอาชีพนั้น ๆ เช่นผู้อื่นแล้ว ยังต้องเป็นผู้ถ่ายทอดและสร้างสรรค์องค์ความรู้ในอาชีพที่ตนทำแล้วสอนให้ศิษย์ด้วย จึงถือว่าผู้เป็นครูมีภาระหน้าที่หนักกว่าคนอื่น ๆ ที่ประกอบอาชีพเดียวกัน ในอดีตนั้นองค์ความรู้ต่าง ๆ มักเป็นสิ่งหวงแหนเพราะสามารถใช้เลี้ยงชีพและสร้างความเชื่อถือให้กับผู้รู้ ดังนั้นผู้ถ่ายทอดสรรพวิทยาจึงเป็นบุคคลที่สังคมให้ความนับถือยกย่องบูชาประดุจว่าเป็นเจ้าหนี้
6.2 ความสำคัญของครูในปัจจุบัน
นับจากช่วงเวลาแห่งคริสศตวรรษที่ 19 การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ทำให้มีการสร้างศาสตร์ใหม่ ๆ ขึ้นหลายสาขา วิชาชีพครูก็เริ่มก่อตัวขึ้นเช่นเดียวกับวิชาชีพชั้นสูงอื่น ความมั่นคงของรัฐ การขยายตัวของอุตสาหกรรมของรัฐ ทำให้ระบบการศึกษาต้องปรับตัวตามไปด้วย สังคมยุคใหม่มีความจำเป็นและเกิดความต้องการครูที่มีคุณภาพและศักยภาพเข้ามาช่วยจัดระบบวิถีชีวิต ทั้งทางวัฒนธรรมและทางเศรษฐกิจที่ต้องการกำลังคนในระดับต่าง ๆ ที่เหมาะสม ความสำคัญของครูในปัจจุบันอาจกล่าวกว้าง ๆ ได้ 4 ด้านคือ
6.2.1 ความสำคัญต่อการสร้างเยาวชน
สมาชิกใหม่ของสังคมยุคปัจจุบันต่างจากอดีต ระบบครอบครัวแบบเดี่ยวทำให้พ่อแม่ต้องตั้งถิ่นฐานหาเลี้ยงชีพในเมือง ระบบอุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่ทำให้พ่อแม่ต้องทำงานตรงเวลาในระยะเวลาประมาณแปดชั่วโมงต่อวัน ลูกจึงต้องถูกส่งไปโรงเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียน โดยมีครูเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรม อบรมจริยธรรม สั่งสอนวิทยาการ และช่วยชี้นำต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข องค์การสหประชาชาติจึงให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิและการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยจัดทำปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิเด็กขึ้นไปในปี พ.ศ. 2522 และในปี พ.ศ. 2532 จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามและถือเป็นพันธกรณีที่รัฐต้องรับผิดชอบ ซึ่งบทบาทของครูในการคุ้มครองเด็กมี ดังนี้
1) ครูจะต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นที่พึ่งของเด็ก
2) ครูควรเป็นทั้งนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เมื่อเด็กเกิดปัญหาจะได้สามารถช่วยเหลือและแก้ไขได้
3) ครูจะต้องเป็นผู้ประสานระหว่างครอบครัว ชุมชนกับโรงเรียนเพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กได้
4) ครูต้องเป็นผู้เสียสละ อุทิศเวลาทั้งแรงกาย แรงใจ และสติปัญญาเพื่อช่วยเหลือเด็ก
5) ครูต้องทราบและไม่เพิกเฉยต่อสิทธิเด็ก และให้การคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างเป็นรูปธรรม
6.2.2 ความสำคัญของครูในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
บรรดาทรัพยากรทั้งหลายของประเทศชาตินั้น ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และสำคัญกว่าทรัพยากรทั้งหลาย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็คือ การเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้ดีขึ้นจากเดิม หรือเจริญขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
นับจากต้นศตวรรษแห่งการพัฒนารอบที่ 3 (ค.ศ. 1980 – 1989) ขององค์การสหประชาชาติ นักวิชาการของคณะกรรมการชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปพิจารณาปรับใช้หลายประการ เช่น มโนทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาแบบบูรณาการ (concept of integrated development) มโนทัศน์ที่ถือว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา (the concept of development centered on man) มโนทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการจากศักยภาพภายในสังคม (the concept of endogenous development) มโนทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาการทั้งโลก (the concept of global development) มโนทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง (the concept of self reliant development) และมโนทัศน์เกี่ยวกับความจำเป็นขั้นพื้นฐาน (the concept of basic needs) เป็นต้น
แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาต่าง ๆ เหล่านี้ การพัฒนาตั้งแต่ระดับนานาชาติจนถึงระดับท้องถิ่นนั้นต้องอาศัยการศึกษาเป็นตัวจักรสำคัญ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการศึกษาก็คือครูนั่นเอง ครูเป็นผู้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้กับประเทศชาติในทุกระดับดังนี้
1) ทรัพยากรมนุษย์ระดับแรงงานและแรงงานกึ่งฝีมือ ครูพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับนี้ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังนี้
- เป็นสมาชิกที่ดีของมนุษย์ชาติ กล่าวคือ สามารถสื่อสาร อ่านออก เขียนได้ คำนวณได้ เข้าใจสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าใจและติดตามความเจริญ ก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ รู้จักบำรุงรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตนและชุมชน รู ้จักวิเคราะห์เหตุผลและแสวงหาทางเลือกหลาย ๆ ทางในการแก้ปัญหาของตนเองและชุมชนได้ รู้จักเลือกทางเลือกและวางแผนปฏิบัติที่เหมาะสมตลอดจนเป็นผู้ไม่เอาเปรียบผู้อื่นและรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นตามสมควร
- เป็นสมาชิกที่ดีของวงการอาชีพ กล่าวคือ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ทำงานเป็น รักการทำงานและรู้จักศึกษากระบวนการในการจัดการกับงานที่ทำ มีเจตคติ ที่ดีต่ออาชีพสุจริตทั้งหลาย
- เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม กล่าวคือ มีความรู้ความเข้าใจในสภาพของสังคมและการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งในครอบครัว และชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ สามารถปฏิบัติตนเหมาะสมกับบทบาทและหน้าที่ในฐานะสมาชิกของครอบครัวและชุมชน ภูมิใจในการปฏิบัติตนได้เหมาะสมในฐานะสมาชิกของชุมชน ตลอดจนรู้จักให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในชุมชนและประเทศชาติ
2) ทรัพยากรมนุษย์ระดับช่างฝีมือหรือระดับช่างเทคนิค
ในยุคโลกไร้พรมแดนนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ ทำให้ทรัพยากรมนุษย์ในระดับช่างฝีมือต้องพัฒนาและปรับปรุงตนเองอย่างมาก มีอาชีพสมัยใหม่ที่ต้องการแรงงานฝีมือที่มีความรู้ใหม่ ๆ เท่าทันเทคโนโลยีเหล่านั้น เช่น ช่างคอมพิวเตอร์ ช่างเครื่องมือสื่อสารไฮเทค (high technology) เป็นต้น สำหรับช่างฝีมืออาชีพเดิม ๆ ก็ต้องฝึกฝนหรือฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการใหม่ ๆ อย่างมากเช่นกัน เพราะเครื่องมือสมัยใหม่ทำให้ต้องพัฒนาตนเองตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นช่างก่อสร้าง ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างพิมพ์ ฯลฯ ล้วนต้องใช้เครื่องมือสมัยใหม่เข้ามาใช้ในวงการอาชีพทั้งสิ้น ครูจึงเป็นด่านแรกในการเตรียมทรัพยากรมนุษย์ระดับนี้ให้เข้ากับสังคม ทั้งยังเป็นด่านแรกในการฝึกอบรมให้ช่างฝีมือเดิมพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพของตน ซึ่งคุณลักษณะของแรงงานระดับนี้ต้องมีความรู้และทักษะเฉพาะด้านในอาชีพของตน รู้เท่าทันความเจริญทางวิทยาการและเทคโนโลยี รู้จักส่งเสริมและบริการอนามัยทั้งส่วนตนและชุมชน และรู้จักอาชีวอนามัยที่เกี่ยวกับอาชีพของตน รู้จักใช้แนวทางใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงาน เข้าใจสภาพของสังคม และการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งใน
ประเทศและโลก รู้จักเข้าร่วมกิจกรรมสังคมต่าง ๆ เช่น เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เป็นสมาชิกองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมหรือร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมทั้งของชุมชน ประเทศชาติและโลก
3) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับวิชาชีพ ในสังคมยุคปัจจุบันมนุษย์สามารถเปลี่ยนชนชั้นทางสังคมได้ด้วยการศึกษา อดีตชนชั้นของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของสายเลือด หรือการสืบทอดชนชั้นทางสังคมโดยชาติกำเนิด แต่โลกยุคปัจจุบันนี้ผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง ต่างก็ได้รับเกียรติและการยอมรับนับถือจากสังคมมากกว่าชาติกำเนิด การศึกษาวิชาชีพนั้น ต้องอาศัยครูในสาขาวิชานั้น ๆ เป็นผู้ถ่ายทอด ไม่ใช่วิชาชีพที่ถ่ายทอดกันโดยบรรพบุรุษหรือสืบสายเลือดอย่างสังคมในอดีต วิชาชีพชั้นสูงทุกสาขาต่างต้องอาศัยพื้นฐานจากครูทั้งสิ้น
6.2.3 ความสำคัญของครูในการรักษาชาติ
กำลังทางทหารหรือแสนยานุภาพทางอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นเป็นเพียงความเข้มแข็งในการรุกรานหรือป้องกัน โดยการเข่นฆ่าเพื่อยึดพื้นที่เท่านั้น การรักษาประเทศและรักษาชาติที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การรักษาวิถีชีวิตของมวลชนในชาติ หรือการรักษาวัฒนธรรมของชาตินั่นเอง เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์โลกในหลากหลายดินแดนได้พิสูจน์สัจธรรมนี้แล้วว่า ชาติที่สูญเสียวัฒนธรรมของตนไปนั้นเป็นชาติที่ต้องหายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่เคยถูกยึดครองโดยชนชาตินอกกำแพงเมืองจีนถึง 2 ครั้ง คือ ชนชาติมงโกลกับชนชาติแมนจู แต่ในที่สุดทั้ง 2 ครั้งนั้นชนชาติจีนได้กลืนชนเผ่าทั้งสองทางวัฒนธรรมจนหมดสิ้น ดินแดนมงโกเลียในและแมนจูเลียกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนจนปัจจุบันนี้ ในดินแดนส่วนอื่นของโลกก็มีเรื่องราวเช่นนี้มากมาย ชาวเอเธนส์กลืนชาวสปาตาร์ ชาวสเปนกลืนชาวอินเดียน ในอเมริกาใต้ เป็นต้น
บทบาทของครูไทยในการส่งเสริมวัฒนธรรมของชาตินั้น สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2537 : 3-63) ได้เสนอวัฒนธรรมไทยให้ครูนำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนไว้ 11 ประการ คือ
1) สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครูให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติความเป็นมาของชาติไทย ปลูกฝังให้เกิดความรัก ความหวงแหนและกตัญญูรู้คุณบรรพบุรุษไทยที่ได้เสียสละเพื่อชาติ ปลูกฝังระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ครูให้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาและปลูกฝังให้ตระหนักถึงคุณค่าและปฏิบัติตามหลักธรรมตลอดจนให้ตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์
2) วิถีครอบครัวและชุมชน ครูสั่งสอนให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของครอบครัวและชุมชน
3) ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่าขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า เป็นสื่อเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม
4) ภาษาไทย ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญของชาติที่มีคุณค่าน่าภาคภูมิใจ ภาษาเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความเป็นชาติอารยะ ครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความรักและใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของภาษาในฐานะที่เป็นเครื่องมือสืบทอดวัฒนธรรม
5) ระเบียบวินัย ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่า ความมีระเบียบวินัยของคนในสังคมนั้น เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกทางด้านการควบคุมตนเอง ครูช่วยปลูกฝังจิตสำนึกและส่งเสริมให้ปฏิบัติตนให้มีระเบียบวินัยที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย
6) ค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่า ค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรมเป็นเครื่องมือยึดเหนี่ยวทางสังคมที่สำคัญ การปฏิบัติตามค่านิยมที่ พึงประสงค์ของสังคม เช่น การยิ้มแย้มแจ่มใส การขอบคุณและขอโทษ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การประหยัดและออม การขยัน รักความยุติธรรมและรักสงบ เห็นอกเห็นใจผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนการเสียสละเพื่อส่วนรวม ค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรมเหล่านี้นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี
7) วิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทย ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่า คนไทยสามารถใช้ปัญญาแก้ปัญหาการดำรงชีวิตอย่างประสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ครูส่งเสริมให้นักเรียนภูมิใจในการนำภูมิปัญญาไทยมาผสมผสานเพื่อพัฒนาแนวทางในการดำเนินชีวิต
8) การแต่งกายแบบไทย ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่าการแต่งกายแบบไทยนั้น เป็นการบ่งบอกถึงความเป็นไทย ครูส่งเสริมให้นักเรียนแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ ประหยัด และสอดคล้องกับวิถีชีวิตไทย
9) ศิลปกรรมแบบไทย ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่าศิลปกรรมเป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมในด้านความงามและความซาบซึ้งที่เป็นรูปธรรม ครูส่งเสริมให้รู้จักการอนุรักษ์ การสร้างสรรค์และให้มีความเข้าใจในคุณค่าหรือซาบซึ้งในศิลปกรรมไทย
10) วัฒนธรรมกับการท่องเที่ยว ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งจูงใจการท่องเที่ยวที่สำคัญประการหนึ่ง การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมของ
ท้องถิ่นเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ครูส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตลอดจนมารยาทในการท่องเที่ยว
11) วัฒนธรรมกับการพัฒนา ครูสั่งสอนให้ตระหนักว่าพื้นฐานการพัฒนาที่ต้องใช้มิติทางวัฒนธรรมอันเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน การพัฒนาโดยใช้พื้นฐานทางวัฒนธรรมเป็นการพัฒนาที่มีดุลยภาพระหว่างความก้าวหน้ากับการอนุรักษ์
นอกจากวัฒนธรรม 11 ประการนี้แล้ว ครูยังช่วยสร้างเสริมวัฒนธรรมที่พึงประสงค์อื่น ๆ อีกด้วย เช่น วัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมการใช้ถนน วัฒนธรรม การเข้าคิว เป็นต้น
6.2.4 ความสำคัญของครูในการเยียวยาสังคม
ในโลกที่สับสนวุ่นวายปัจจุบันนี้ มีบุคคลจำนวนมากที่ต้องเผชิญผลกรรมที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นด้วยซ้ำ เช่น เด็กพิการต่าง ๆ ทั้งทางกายและทางจิตใจ เด็กเหล่านี้เป็นผลิตผลของสังคมเช่นกัน หากไม่มีโรงเรียนการศึกษาพิเศษให้ก็ย่อมเป็นภาระแก่พ่อแม่ผู้ปกครองอย่างยิ่ง ครูในโรงเรียนเหล่านั้นช่วยให้เด็กพิการสามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็เป็นการช่วยสังคมอย่างมาก นอกจากนี้บรรดาผู้หลงผิดที่ต้องโทษทั้งในสถานพินิจและในเรือนจำในปัจจุบันมีครูเข้าไปให้การศึกษาอย่างทั่วถึง บุคคลเหล่านี้เมื่อพ้นโทษออกมาก็ย่อมดีกว่าไม่ได้รับการขัดเกลาเลย ครูจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้เยียวยาสังคมอีกด้วย
สรุปท้ายบท
ความหมายของครูนั้นมีการให้คำนิยามกันหลากหลายความคิด คำนิยามเหล่านั้นขึ้นอยูู่  กับมโนทัศน์ และทัศนคติที่ดีต่อความเป็นครูนั่นเอง อย่างไรก็ตามสังคมโดยรวมก็ยอมรับว่า ครูเป็นฐานะหนึ่งของบุคคลผู้ซึ่งสังคมคาดหวังว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณค่าของมนุษย์ ภารกิจที่สำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพครู คือ การสอน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ หมายถึง การใช้ความรู้ตามหลักวิชาที่ต้องศึกษาเล่าเรียนให้แตกฉาน และความสามารถเฉพาะตัว รวมทั้งบุคลิกลักษณะ วาทศิลป์ ลีลาในการสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีได้เฉพาะบุคคล
จากความหมายของ “ครู กับ อาจารย์” แม้ว่า ความจริงทั้งรากศัพท์ และความหมายดั้งเดิมของทั้งสองคำนี้แตกต่างกัน แต่บทบาทหน้าที่ที่คล้ายกันอย่างหนึ่งก็คือ เป็นผู้สั่งสอนวิชาความรู้ให้กับศิษย์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดไว้ว่า ผู้ที่สอนในสถานศึกษาซึ่งต่ำกว่าระดับปริญญาให้เรียกว่า “ครู” ส่วนผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญาให้เรียกว่า “คณาจารย์” หมายถึง อาจารย์ของหมู่คณะ หรือคณะอาจารย์
ครูมีบทบาทสำคัญทั้งในการคุ้มครอง และป้องกันเยาวชนของชาติเป็นผู้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้กับชาติ สังคมจึงยกย่องครูให้มีฐานะพิเศษ หรืออาจเรียกว่าเป็นวิชาชีพหนึ่งที่สังคมยอมรับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น